การเช็ค backlink google เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับใครก็ตามที่ทำเว็บไซต์ เพราะลิงก์เหล่านี้มีผลโดยตรงต่ออันดับใน Google และภาพรวมของ SEO เว็บไซต์ ถ้าไม่มีใครมาลิงก์หาเราเลย หรือมีแต่ลิงก์ที่คุณภาพไม่ดี ก็อาจทำให้เว็บเราไม่โตอย่างที่คิด บทความนี้จะพาไปดูวิธีเช็ค backlink google ด้วยเครื่องมือฟรีต่างๆ ที่มีในปี 2025 รับรองว่าทำตามได้ง่ายๆ แน่นอนครับ
ประเด็นสำคัญที่ต้องจำ
- การตรวจสอบ backlink google ช่วยให้เรารู้ว่าใครกำลังลิงก์มาหาเว็บเรา และลิงก์เหล่านั้นมีคุณภาพแค่ไหน ซึ่งส่งผลต่อ SEO โดยตรง
- Google Search Console เป็นเครื่องมือฟรีจาก Google ที่ให้ข้อมูล backlink เบื้องต้น และช่วยตรวจหาลิงก์ที่น่าสงสัยได้
- Ahrefs, Semrush, และ Moz Link Explorer มีเครื่องมือฟรีที่ช่วยวิเคราะห์ backlink ได้ละเอียดขึ้น แม้จะมีข้อจำกัดบางอย่างในเวอร์ชันฟรี
- การประเมินคุณภาพ backlink ต้องดูที่ Domain Authority (DA), Page Authority (PA), ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา, และ Anchor Text ที่ใช้
- การจัดการกับ backlink ที่ไม่ดี หรือเป็นสแปม เป็นสิ่งจำเป็น โดยอาจต้องใช้ Disavow Tool หรือติดต่อขอให้ลบลิงก์ออก
ทำไมต้อง เช็ค Backlink Google ให้เว็บเรา?
เคยสงสัยไหมว่าทำไมเว็บเราถึงไม่ค่อยมีคนเข้า หรืออันดับใน Google ไม่ขยับไปไหนสักที? บางทีคำตอบอาจจะอยู่ที่ ‘แบ็กลิงก์’ หรือ Backlink นี่แหละครับ
ความสำคัญของ Backlink ที่มีต่อ SEO
คิดง่ายๆ นะครับ Backlink ก็เหมือนกับการที่คนอื่นแนะนำเว็บเราให้คนอื่นรู้จัก ยิ่งมีคนแนะนำเยอะ เว็บเราก็น่าเชื่อถือมากขึ้นในสายตา Google ครับ ยิ่งลิงก์ที่ชี้มาหาเรามาจากเว็บที่น่าเชื่อถือและมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับเรามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลดีต่ออันดับ SEO ของเรามากขึ้นเท่านั้น มันช่วยให้ Google เข้าใจว่าเว็บเรามีเนื้อหาที่ดี มีประโยชน์ จนมีคนอยากอ้างอิงถึง
- เพิ่มความน่าเชื่อถือ: เว็บที่มี Backlink คุณภาพเยอะๆ จะถูกมองว่ามีความน่าเชื่อถือสูง
- ช่วยเรื่องอันดับ: Google ใช้ Backlink เป็นปัจจัยหนึ่งในการจัดอันดับหน้าเว็บ
- เพิ่ม Traffic: คนที่คลิกลิงก์เข้ามา ก็คือผู้เข้าชมเว็บเราโดยตรง
การมี Backlink ที่ดีเปรียบเสมือนการมีใบการันตีคุณภาพจากเว็บไซต์อื่นๆ ที่ช่วยส่งเสริมให้เว็บของคุณเป็นที่รู้จักและน่าเชื่อถือมากขึ้นในโลกออนไลน์
สัญญาณที่บอกว่า Backlink ของคุณอาจมีปัญหา
แต่ก็ไม่ใช่ว่า Backlink ทุกอันจะดีเสมอไปนะครับ บางทีเราอาจจะได้ลิงก์ที่ไม่ค่อยดีมา ซึ่งอาจจะส่งผลเสียมากกว่าผลดีก็ได้ ลองสังเกตสัญญาณพวกนี้ดูครับ
- ลิงก์จากเว็บสแปม: เว็บที่ดูไม่น่าไว้ใจ มีโฆษณาเยอะๆ หรือเนื้อหาไม่มีคุณภาพ
- ลิงก์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง: ลิงก์ที่มาจากเว็บที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของเราเลย
- จำนวนลิงก์เพิ่มขึ้นผิดปกติ: จู่ๆ ก็มีลิงก์เข้ามาเยอะมากๆ ในเวลาอันสั้น อาจจะเป็นการทำลิงก์แบบผิดธรรมชาติ
- Anchor Text ซ้ำๆ: การใช้คำที่ใช้ทำลิงก์ (Anchor Text) แบบเดิมๆ ซ้ำๆ กันมากเกินไป
Google Search Console เครื่องมือฟรีสุดเจ๋ง
มาถึงเครื่องมือที่ Google เขาให้มาฟรีๆ แบบไม่ต้องเสียเงินสักบาท นั่นก็คือ Google Search Console หรือ GSC นั่นเองครับ ใครทำเว็บแล้วยังไม่ใช้ GSC นี่ถือว่าพลาดมากนะ เพราะมันเหมือนมีหมอมาตรวจสุขภาพเว็บให้เราฟรีๆ เลย
วิธีเชื่อมต่อเว็บไซต์กับ Google Search Console
การจะเริ่มใช้ GSC ได้เนี่ย เราต้องยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บไซต์ก่อนนะ มันมีหลายวิธีให้เลือกเลย สะดวกแบบไหนก็เลือกแบบนั้นได้เลยครับ
- ยืนยันผ่านการอัปโหลดไฟล์ HTML: วิธีนี้ง่ายสุดๆ แค่ดาวน์โหลดไฟล์ที่ Google ให้มา แล้วเอาไปวางไว้ที่หน้าโฮมเพจของเว็บเรา
- ยืนยันผ่านแท็ก HTML: อันนี้ก็ง่ายเหมือนกัน แค่เอาโค้ดที่ Google ให้มาไปแปะในส่วน
<head>ของหน้าเว็บ - ยืนยันผ่าน Google Analytics: ถ้าใครใช้ Google Analytics อยู่แล้ว ก็เชื่อมต่อได้เลย สะดวกดี
- ยืนยันผ่าน Google Tag Manager: สำหรับคนที่ใช้ GTM อยู่แล้ว ก็ทำตามขั้นตอนได้เลย
การยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บไซต์เป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะมันจะทำให้เราเข้าถึงข้อมูลทั้งหมดของเว็บเราใน GSC ได้
ดูข้อมูล Backlink เบื้องต้นใน GSC
พอเรายืนยันเว็บเสร็จแล้ว ก็เข้ามาดูข้อมูล Backlink กันได้เลยนะ ใน GSC จะมีส่วนที่ชื่อว่า "Links" หรือ "ลิงก์" ครับ ตรงนี้จะบอกเราคร่าวๆ ว่ามีเว็บไหนบ้างที่ลิงก์มาหาเรา
- Top linking sites: จะแสดงรายชื่อเว็บไซต์ที่ลิงก์มาหาเราเยอะที่สุด
- Top linking text: จะแสดงข้อความที่เขาใช้ทำลิงก์ (Anchor Text) มาหาเรา
- Internal links: อันนี้จะบอกว่าหน้าไหนในเว็บเราที่ถูกลิงก์ไปหาเยอะที่สุด
ข้อมูลตรงนี้อาจจะไม่ได้ละเอียดเท่าเครื่องมือเสียเงิน แต่ก็พอให้เห็นภาพรวมได้ว่ามีใครกำลังพูดถึงเว็บเราอยู่บ้าง
วิเคราะห์ลิงก์ขาเข้าที่น่าสงสัย
บางทีเราอาจจะได้ลิงก์แปลกๆ มาโดยไม่รู้ตัว ซึ่งลิงก์พวกนี้อาจจะส่งผลเสียต่อเว็บเราได้ GSC ช่วยให้เราเห็นลิงก์พวกนี้ได้นะ
ถ้าเจอลิงก์ที่ดูไม่น่าไว้ใจ หรือมาจากเว็บที่ดูเป็นสแปมมากๆ ควรจะพิจารณาให้ดีว่ามันจะส่งผลกระทบต่ออันดับของเว็บเราหรือเปล่า
เราสามารถเข้าไปดูในส่วน "Links" แล้วเลือก "External links" จากนั้นเลือก "More" เพื่อดูรายการลิงก์ทั้งหมดที่เข้ามาได้ครับ ลองสังเกตดูว่ามีเว็บไหนที่ดูไม่น่าไว้ใจ หรือลิงก์มาด้วยข้อความแปลกๆ ไหม ถ้าเจอเยอะๆ อาจจะต้องเริ่มคิดถึงการ จัดการกับลิงก์ที่ไม่ต้องการ แล้วล่ะครับ
Ahrefs Free Backlink Checker ตัวช่วยชั้นดี
มาต่อกันที่ Ahrefs Free Backlink Checker กันบ้าง เครื่องมือนี้ก็เป็นอีกตัวที่คนทำ SEO นิยมใช้กันเยอะเลยนะ เพราะมันช่วยให้เราเห็นภาพรวมของ backlink ที่เข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้ดีพอสมควรเลยแหละ ถึงจะเป็นเวอร์ชันฟรี แต่ก็ให้ข้อมูลที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยนะ
การใช้งาน Ahrefs Free Backlink Checker
การใช้งานก็ง่ายมากๆ เลย แค่เข้าไปที่เว็บไซต์ Ahrefs แล้วหาตรงส่วนของ Free Tools จากนั้นก็เลือก "Backlink Checker" แล้วก็ใส่ URL ของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะเช็คลงไป กด Enter หรือปุ่มค้นหาได้เลย ไม่ต้องสมัครสมาชิกอะไรให้ยุ่งยาก สะดวกดีจริงๆ
ตีความผลลัพธ์จาก Ahrefs
พอใส่ URL เข้าไปแล้ว Ahrefs จะแสดงข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับ backlink ของเราออกมาให้ดู หลักๆ ที่เราจะเห็นก็คือ:
- จำนวนลิงก์ขาเข้าทั้งหมด: อันนี้คือจำนวนลิงก์ทั้งหมดที่ชี้มายังเว็บเรา
- จำนวนโดเมนอ้างอิง: คือจำนวนเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำกันที่ลิงก์มาหาเรา
- Domain Rating (DR): ค่านี้จะบอกคุณภาพโดยรวมของโดเมนเรา ยิ่งสูงยิ่งดีนะ
- URL Rating (UR): ค่านี้จะบอกคุณภาพของหน้าเว็บที่เราใส่ URL เข้าไป
ข้อมูลพวกนี้จะช่วยให้เราพอจะประเมินได้ว่า backlink ของเรามีคุณภาพแค่ไหน และมาจากเว็บที่มีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด
ข้อจำกัดของเวอร์ชันฟรี
แน่นอนว่าของฟรีก็ต้องมีข้อจำกัดเนอะ สำหรับ Ahrefs Free Backlink Checker เนี่ย ข้อมูลที่แสดงจะค่อนข้างจำกัดนะ เราจะเห็นแค่ภาพรวมคร่าวๆ เท่านั้น ถ้าอยากได้ข้อมูลที่ละเอียดกว่านี้ เช่น ดูว่าลิงก์มาจากหน้าไหนบ้าง หรือดู anchor text แบบเต็มๆ ก็อาจจะต้องอัปเกรดเป็นเวอร์ชันเสียเงิน หรือไปใช้เครื่องมืออื่นที่ให้ข้อมูลมากกว่านี้ในส่วนของฟรี
ถึงแม้จะเป็นเวอร์ชันฟรี แต่ Ahrefs ก็ยังเป็นเครื่องมือที่ดีในการเริ่มต้นทำความเข้าใจ backlink ของเรานะ มันช่วยให้เราเห็นภาพรวมและรู้ว่าควรจะไปปรับปรุงตรงไหนต่อได้บ้าง
Semrush Free Backlink Checker ตรวจสอบได้ละเอียด
มาต่อกันที่ Semrush Free Backlink Checker กันบ้าง เครื่องมือนี้ก็เป็นอีกตัวที่หลายคนคุ้นเคย เพราะเค้ามีฟีเจอร์เยอะมากจริงๆ ถึงแม้จะเป็นเวอร์ชันฟรี แต่ก็ให้ข้อมูลที่ค่อนข้างละเอียดเลยนะ
ขั้นตอนการใช้ Semrush Free Backlink Checker
การใช้งานก็ง่ายมากๆ เลย แค่เข้าไปที่หน้าเว็บของ Semrush แล้วหาเครื่องมือ "Backlink Checker" จากนั้นก็ใส่ URL เว็บไซต์ที่เราต้องการจะเช็คลงไป แล้วกด "Search" ได้เลย ไม่ต้องสมัครสมาชิกก็ใช้ได้นะ
เปรียบเทียบข้อมูล Backlink กับคู่แข่ง
จุดเด่นของ Semrush คือเราสามารถใส่ URL ของคู่แข่งลงไปเพื่อเปรียบเทียบข้อมูล Backlink ได้ด้วย ทำให้เรารู้ว่าคู่แข่งมี Backlink จากที่ไหนบ้าง แล้วเราจะเอาข้อมูลนี้ไปปรับปรุงกลยุทธ์ของเรายังไงดี การรู้ว่าคู่แข่งทำอะไรอยู่เป็นข้อมูลที่มีค่ามาก
ทำความเข้าใจรายงานของ Semrush
รายงานที่ได้จาก Semrush จะแสดงข้อมูลหลายอย่าง เช่น จำนวน Backlink ทั้งหมด, จำนวน Domain ที่ลิงก์มาหาเรา (Referring Domains), และอันดับความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์ (Authority Score) นอกจากนี้ยังบอก Anchor Text ที่ใช้ด้วยนะ
- Referring Domains: จำนวนเว็บไซต์ที่ไม่ซ้ำกันที่ลิงก์มาหาเรา
- Backlinks: จำนวนลิงก์ทั้งหมดที่ชี้มายังเว็บไซต์ของเรา
- Authority Score: คะแนนความน่าเชื่อถือของโดเมน
- Anchor Text: ข้อความที่ใช้ทำลิงก์
Semrush จะช่วยให้เราเห็นภาพรวมของ Backlink ได้ชัดเจนขึ้น ทำให้เราวางแผนการสร้าง Backlink ในอนาคตได้ดีขึ้นเยอะเลยนะ
Moz Link Explorer เครื่องมือยอดนิยม
มาต่อกันที่ Moz Link Explorer ครับ เครื่องมือนี้ก็เป็นอีกตัวที่คนทำ SEO นิยมใช้กันเยอะเหมือนกันนะ
เริ่มต้นใช้งาน Moz Link Explorer
การใช้งาน Moz Link Explorer ไม่ยากเลยครับ แค่เข้าไปที่เว็บไซต์ของ Moz แล้วก็หาตรงส่วนของ Link Explorer จากนั้นก็ใส่ URL เว็บไซต์ที่เราต้องการจะเช็คลงไป แล้วกด Analyze ได้เลย มันจะแสดงข้อมูล Backlink เบื้องต้นให้เราเห็นทันที
ดู Domain Authority (DA) และ Page Authority (PA)
สิ่งที่ Moz เขาเด่นๆ เลยก็คือการให้คะแนน DA กับ PA นี่แหละครับ
- Domain Authority (DA): เป็นคะแนนที่บอกว่าโดเมนของเรามีอำนาจแค่ไหนเมื่อเทียบกับเว็บอื่นๆ บนอินเทอร์เน็ต ยิ่งคะแนนสูงยิ่งดีนะ
- Page Authority (PA): อันนี้จะเจาะจงไปที่หน้าเว็บเพจใดเพจหนึ่งของเรา ว่ามีอำนาจแค่ไหน
คะแนนพวกนี้จะช่วยให้เราประเมินภาพรวมของเว็บเราได้ง่ายขึ้นครับ
วิเคราะห์คุณภาพของ Backlink
หลังจากได้ข้อมูลเบื้องต้นแล้ว เราก็มาดูรายละเอียดของ Backlink กันต่อ
- จำนวนลิงก์ขาเข้า: ดูว่ามีเว็บไหนบ้างที่ลิงก์มาหาเรา
- Anchor Text: ข้อความที่ใช้ทำลิงก์มาหาเรา สำคัญมากนะ ต้องดูว่ามันเกี่ยวข้องกับเนื้อหาของเราไหม
- ลิงก์จากโดเมนไหน: ดูว่าลิงก์มาจากเว็บอะไรบ้าง เป็นเว็บที่มีคุณภาพหรือเปล่า
การดู DA กับ PA ของเว็บที่ลิงก์มาหาเราก็สำคัญนะ ถ้าเว็บที่ลิงก์มามี DA สูงๆ ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดีครับ แต่ถ้าเจอเว็บที่ DA ต่ำมากๆ หรือดูไม่น่าไว้ใจ ก็อาจจะต้องพิจารณาดูให้ดีๆ
Ubersuggest เครื่องมือครบวงจรสำหรับ SEO
มาต่อกันที่ Ubersuggest เครื่องมือฟรีอีกตัวที่น่าสนใจมาก ๆ สำหรับสาย SEO นะครับ หลายคนอาจจะคุ้นเคยกับ Neil Patel เจ้าของ Ubersuggest ที่แกชอบทำคอนเทนต์ให้ความรู้เรื่อง SEO อยู่บ่อย ๆ
สำรวจฟีเจอร์ Backlink ของ Ubersuggest
Ubersuggest ไม่ได้มีดีแค่การหาคีย์เวิร์ดนะ แต่เรื่อง Backlink ก็ทำได้ดีไม่แพ้ใครเลยครับ จุดเด่นของ Ubersuggest คือการใช้งานที่ง่ายและหน้าตาโปรแกรมที่ดูสบายตา เหมาะสำหรับมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มศึกษาเรื่อง SEO หรือคนที่อยากได้ข้อมูลแบบรวดเร็ว
เวลาเราใส่โดเมนเว็บไซต์ของเราเข้าไปใน Ubersuggest แล้วกด Search มันจะแสดงข้อมูลภาพรวมของเว็บไซต์ขึ้นมาให้ดูเยอะแยะไปหมดเลยครับ ในส่วนของ Backlink เนี่ย เราจะเห็น:
- จำนวน Backlink ทั้งหมด
- จำนวน Domain ที่ลิงก์มาหาเรา
- Domain Score (คล้าย ๆ กับ DA ของ Moz)
- Traffic Estimate
การวิเคราะห์ Backlink เชิงลึก
ถ้าอยากดูรายละเอียด Backlink ที่เจาะจงมากขึ้น ก็สามารถเลื่อนลงมาดูในส่วนของ "Backlinks" ได้เลยครับ ตรงนี้เราจะเห็นรายการลิงก์ขาเข้าทั้งหมด พร้อมข้อมูลประกอบ เช่น:
- หน้าเว็บที่ลิงก์มา
- หน้าเว็บของเราที่ถูกลิงก์ไป
- Anchor Text ที่ใช้
- Domain Score ของเว็บที่ลิงก์มา
เราสามารถกดดูรายละเอียดของแต่ละลิงก์ได้อีกนะ หรือจะกรองข้อมูลตามประเภทของลิงก์ (เช่น Dofollow, Nofollow) หรือตาม Domain Score ก็ได้ ทำให้เราเห็นภาพรวมของ Backlink ที่เรามีอยู่ได้ชัดเจนขึ้น
ไอเดียสร้าง Backlink ใหม่ๆ
Ubersuggest ยังมีฟีเจอร์ที่ช่วยเราหาไอเดียในการสร้าง Backlink ใหม่ ๆ ด้วยนะ โดยเฉพาะในส่วนของ "Content Ideas" ที่จะแสดงคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยมและมี Backlink เยอะ ๆ ใน Niche ของเรา ทำให้เราพอจะเห็นแนวทางว่าควรจะสร้างคอนเทนต์แบบไหน หรือไปหา Backlink จากเว็บประเภทไหนได้บ้าง
ถึงแม้ Ubersuggest จะมีเวอร์ชันฟรีให้ใช้ แต่ก็มีข้อจำกัดเรื่องจำนวนการค้นหาต่อวันนะครับ ถ้าใช้เยอะ ๆ อาจจะต้องพิจารณาอัปเกรดเป็นเวอร์ชันเสียเงิน แต่สำหรับเริ่มต้น ถือว่าเพียงพอแล้วล่ะ
วิธี เช็ค Backlink Google ด้วยตัวเองแบบง่ายๆ
การใช้ Google Search แบบแอดวานซ์
จริงๆ แล้ว Google Search ไม่ได้มีไว้แค่หาข้อมูลทั่วไปนะ เราสามารถใช้มันเช็ค Backlink แบบง่ายๆ ได้เหมือนกัน ลองพิมพ์คำสั่ง site:yourwebsite.com ในช่องค้นหาดูสิ มันจะแสดงหน้าเว็บทั้งหมดที่ Google รู้จักเกี่ยวกับเว็บของเรา แต่ถ้าอยากเจาะจงไปที่ลิงก์ที่ชี้มาที่เว็บเราจริงๆ ต้องใช้คำสั่ง link:yourwebsite.com แทน วิธีนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของลิงก์ที่เข้ามาคร่าวๆ แต่ก็ต้องบอกว่าข้อมูลที่ได้อาจจะไม่ละเอียดเท่าเครื่องมือเฉพาะทางนะ
การสังเกตการณ์จาก Search Console
Google Search Console (GSC) นี่แหละคือขุมทรัพย์ของคนทำ SEO เลยก็ว่าได้ ถ้าเราเชื่อมต่อเว็บไซต์กับ GSC เรียบร้อยแล้ว ก็เข้าไปดูข้อมูล Backlink ได้ง่ายๆ เลยนะ ไปที่เมนู ‘ลิงก์’ (Links) แล้วเลือก ‘ลิงก์ขาเข้า’ (External links) ตรงนี้เราจะเห็นลิสต์ของเว็บไซต์ที่ลิงก์มาหาเรา พร้อมกับหน้าเว็บที่ถูกลิงก์ไปเยอะที่สุดด้วย มันเป็นวิธีที่ตรงไปตรงมาและได้ข้อมูลจาก Google โดยตรงเลยล่ะ
- เข้าไปที่ Google Search Console
- เลือกเมนู ‘ลิงก์’ (Links)
- ดูที่ส่วน ‘ลิงก์ขาเข้า’ (External links)
- สังเกต ‘เว็บไซต์ที่เชื่อมโยงมากที่สุด’ (Top linking sites)
การดูข้อมูลจาก GSC เป็นวิธีที่น่าเชื่อถือที่สุด เพราะมาจาก Google โดยตรง ทำให้เราเห็นว่า Google มองเห็น Backlink ของเราแบบไหนบ้าง
การประเมินคุณภาพของ Backlink ที่ได้มา
พอได้ Backlink มาแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะดีไปซะหมดนะ เราต้องมาดูกันหน่อยว่าลิงก์ที่ได้มาเนี่ย มันมีคุณภาพแค่ไหน เหมาะกับเว็บเราหรือเปล่า จะได้ไม่เสียเวลาเปล่าๆ หรือแย่กว่านั้นคือทำให้เว็บเรามีปัญหา
ดูจาก Domain Authority (DA) และ Page Authority (PA)
เครื่องมืออย่าง Moz หรือ Ahrefs จะมีค่าที่เรียกว่า DA (Domain Authority) กับ PA (Page Authority) มาให้ ซึ่งมันจะบอกถึงความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์และหน้าเว็บนั้นๆ ยิ่งค่าสูงก็ยิ่งดีนะ ลองนึกภาพว่าเว็บที่มี DA สูงๆ ก็เหมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญในวงการ ส่วนเว็บที่มี DA ต่ำๆ ก็อาจจะยังเป็นมือใหม่
- DA (Domain Authority): วัดความแข็งแกร่งของโดเมนโดยรวม เทียบกับเว็บอื่นๆ ในโลก
- PA (Page Authority): วัดความแข็งแกร่งของหน้าเว็บเพจนั้นๆ โดยเฉพาะ
เวลาเลือกรับลิงก์ หรือดูว่าลิงก์ไหนมีผลกับเราจริงๆ ก็ให้ดูค่าพวกนี้ประกอบด้วย ถ้าเว็บที่ลิงก์มาหาเรามี DA/PA ต่ำมากๆ ก็อาจจะต้องพิจารณาให้ดี
ความเกี่ยวข้องของเนื้อหา
อันนี้สำคัญมากเลยนะ ลิงก์ที่ได้มาควรจะมาจากเว็บที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับเว็บเรา หรืออย่างน้อยก็มีความเกี่ยวข้องกันในระดับหนึ่ง เช่น ถ้าเว็บเราขายรองเท้าวิ่ง แล้วมีลิงก์มาจากเว็บขายอุปกรณ์ปีนเขา ก็ยังพอว่ากันได้ แต่ถ้าลิงก์มาจากเว็บขายเครื่องสำอาง หรือเว็บเกี่ยวกับรถยนต์ อันนี้ก็อาจจะไม่ค่อยเกี่ยวกันเท่าไหร่
การที่ลิงก์มาจากเว็บที่เนื้อหาใกล้เคียงกัน จะช่วยให้ Google เข้าใจว่าเว็บเราเกี่ยวกับอะไร และเพิ่มความน่าเชื่อถือได้มากขึ้น
Anchor Text ที่เหมาะสม
Anchor Text ก็คือข้อความที่เราคลิกแล้วลิงก์ไปหน้าอื่นนั่นแหละ เวลาคนอื่นทำลิงก์มาหาเรา Anchor Text ควรจะสื่อถึงเนื้อหาของหน้าที่ลิงก์ไป ถ้า Anchor Text มันแปลกๆ หรือซ้ำๆ กันมากเกินไป เช่น มีแต่คำว่า "คลิกที่นี่" หรือชื่อเว็บเราอย่างเดียว อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติ และอาจส่งผลเสียได้ ลองดูตัวอย่างนี้:
- ดี: "วิธีเช็ค Backlink" (ถ้าลิงก์ไปหน้าเกี่ยวกับ Backlink)
- พอใช้: "เว็บไซต์ของเรา" (ถ้าลิงก์ไปหน้าแรก)
- ไม่ค่อยดี: "คลิกเลย" หรือ "เว็บนี้" (ไม่สื่อความหมาย)
การมี Anchor Text ที่หลากหลายและตรงกับเนื้อหา จะช่วยให้ทั้งคนอ่านและ Google เข้าใจโครงสร้างเว็บเราได้ดีขึ้น และช่วยเรื่องการจัดอันดับได้ด้วยนะ การสร้างเครือข่ายลิงก์สนับสนุน หรือ Backlink Tier 2 ก็ควรคำนึงถึงเรื่องนี้เหมือนกัน
จัดการกับ Backlink ที่เป็นสแปม
เจอลิงก์แปลกๆ เข้าเว็บเราเยอะจนน่าสงสัยใช่ไหม? ไม่ต้องตกใจไปครับ บางทีพวกนี้อาจจะเป็นสแปมที่เข้ามาทำลายอันดับเว็บเราก็ได้นะ การจัดการกับแบ็กลิงก์สแปมเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะถ้าปล่อยไว้นานๆ อาจส่งผลเสียต่อ SEO ของเราได้เลย
วิธีระบุ Backlink ที่เป็นอันตราย
การจะรู้ว่าลิงก์ไหนเป็นสแปมหรือไม่ เราต้องดูหลายๆ อย่างประกอบกันครับ ไม่ใช่แค่เห็นลิงก์แล้วด่วนตัดสินเลยนะ ลองดูตามนี้:
- มาจากเว็บที่ไม่น่าไว้ใจ: เว็บไซต์ที่ดูไม่เป็นมืออาชีพ เนื้อหาซ้ำซาก หรือมีแต่โฆษณาเยอะๆ มักจะเป็นแหล่งของลิงก์สแปม
- ลิงก์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้อง: ลิงก์ที่พาไปเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเนื้อหาของเราเลย เช่น เว็บขายยามาลิงก์กับบทความทำอาหาร
- Anchor Text แปลกๆ: ถ้าเจอลิงก์ที่ใช้คำซ้ำๆ เดิมๆ หรือคำที่ดูยัดเยียดเกินไป ก็อาจจะเป็นสัญญาณเตือน
- ปริมาณลิงก์ที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ: จู่ๆ ก็มีลิงก์เข้ามาเยอะมากๆ ในเวลาอันสั้น โดยที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย
บางทีเราอาจจะเจอลิงก์ที่ดูเหมือนจะดี แต่จริงๆ แล้วมันแฝงมาด้วยอันตรายนะ ต้องคอยสังเกตให้ดีๆ
การใช้ Disavow Tool ของ Google
ถ้าเรามั่นใจแล้วว่าลิงก์ไหนเป็นสแปมจริงๆ และมันส่งผลเสียต่อเว็บเรา Google เขาก็มีเครื่องมือให้เราใช้ครับ นั่นคือ Disavow Tool ใน Google Search Console
เครื่องมือนี้จะช่วยบอก Google ว่า "เฮ้! ลิงก์พวกนี้ฉันไม่ต้องการนะ ไม่ต้องนับรวมนะ" วิธีใช้ก็ไม่ยากครับ แค่สร้างไฟล์ .txt ที่ลิสต์ URL หรือโดเมนของลิงก์สแปมที่เราต้องการปฏิเสธ แล้วก็อัปโหลดเข้าไปใน Disavow Tool นี้เลย
การติดต่อเจ้าของเว็บไซต์เพื่อขอให้ลบลิงก์
อีกวิธีที่ทำได้คือการลองติดต่อไปหาเจ้าของเว็บไซต์ที่ลิงก์มาหาเราโดยตรงครับ ถ้าเป็นไปได้นะ บางทีเขาอาจจะไม่รู้ตัวว่าลิงก์ที่เขามีมันเป็นสแปม หรืออาจจะเกิดจากความผิดพลาดอะไรบางอย่าง การส่งอีเมลไปขอให้เขาช่วยลบลิงก์ออกให้ ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าลองทำดูครับ แต่ก็ต้องยอมรับว่าบางทีเราอาจจะไม่ได้คำตอบ หรือเขาอาจจะไม่ยอมลบให้ก็ได้นะ
สร้าง Backlink คุณภาพให้เว็บของคุณ
หลังจากที่เราเช็ค Backlink ของเราไปแล้ว ก็ถึงเวลามาสร้าง Backlink ดีๆ ให้เว็บเรากันบ้างนะ การมี Backlink ที่มีคุณภาพจะช่วยให้ Google มองเว็บเราน่าเชื่อถือมากขึ้น และอันดับก็จะดีขึ้นตามไปด้วย
การทำ Content Marketing ที่น่าสนใจ
หัวใจสำคัญของการสร้าง Backlink คือการมีเนื้อหาที่ดีจริงๆ ที่คนอยากจะอ้างอิงถึง ลองคิดดูว่าถ้าเราเจอข้อมูลเจ๋งๆ ที่เว็บอื่น เราก็อยากจะแชร์หรือบอกต่อใช่ไหม? เว็บเราก็เหมือนกัน
- สร้างบทความเชิงลึก (In-depth Articles): เขียนอะไรที่ละเอียดมากๆ ให้ข้อมูลครบถ้วน จนคนอื่นต้องยกนิ้วให้
- ทำ Infographic หรือ Visual Content: ข้อมูลที่ย่อยง่าย ดูสวยงาม คนชอบแชร์
- สร้างเครื่องมือฟรี หรือ Resource: อะไรที่ช่วยแก้ปัญหาให้คนได้ จะดึงดูดลิงก์ได้ดีมาก
- ทำ Case Study: แสดงผลลัพธ์ที่จับต้องได้ คนอยากเอาไปอ้างอิง
เนื้อหาที่ดีคือแม่เหล็กดึงดูด Backlink ชั้นยอดเลยล่ะ
การทำ Outreach เพื่อขอ Backlink
วิธีนี้คือการที่เราออกไปหาเว็บอื่น แล้วลองคุยดูว่าเขาจะลิงก์มาหาเราได้ไหม อาจจะฟังดูยาก แต่ถ้าทำถูกวิธีก็เวิร์คอยู่นะ
- หาเว็บที่เกี่ยวข้อง: มองหาเว็บที่มีเนื้อหาคล้ายๆ กับเรา หรืออยู่ในวงการเดียวกัน
- หาคอนเทนต์ที่เขาอาจจะอยากลิงก์: ดูว่าเว็บนั้นมีบทความอะไรที่ยังขาดข้อมูล หรือเรามีข้อมูลที่เสริมเขาได้ไหม
- ส่งอีเมลแนะนำตัวและคอนเทนต์: เขียนแนะนำตัวสั้นๆ บอกว่าเรามีอะไรดีๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์กับเว็บเขา
- เสนอไอเดีย: อาจจะเสนอว่าเราเขียนบทความเสริมให้เขา หรือขอให้เขาช่วยอัปเดตลิงก์เก่าให้เป็นลิงก์ของเรา
การทำ Outreach ต้องมีความสุภาพและให้เกียรติเจ้าของเว็บเสมอ อย่าส่งอีเมลแบบหว่านแหละไปเรื่อยๆ มันจะดูไม่น่าเชื่อถือเอา
การสร้างความสัมพันธ์กับเว็บมาสเตอร์อื่น
อันนี้เป็นเรื่องระยะยาวหน่อย คือการที่เราไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนในวงการเดียวกัน สร้างเครือข่ายไว้
- คอมเมนต์ในบล็อก: แสดงความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในบล็อกของคนอื่น
- แชร์คอนเทนต์ของคนอื่น: ช่วยโปรโมตเนื้อหาดีๆ ของคนอื่นบนโซเชียล
- เข้าร่วมกลุ่ม หรือฟอรั่ม: ไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความรู้ในกลุ่มที่เกี่ยวข้อง
พอเราสร้างความสัมพันธ์ที่ดี คนอื่นก็จะรู้จักเรามากขึ้น และมีโอกาสที่จะลิงก์มาหาเราเองตามธรรมชาติ หรือเวลาเราขอลิงก์ เขาก็จะใจดีมากขึ้นด้วย
อยากให้เว็บของคุณมีคนเข้าเยอะๆ ไหม? การสร้างลิงก์คุณภาพเป็นเรื่องสำคัญมากนะ มันช่วยให้เว็บของคุณดูดีในสายตาของ Google และคนอื่นๆ ด้วย ลองมาดูวิธีสร้างลิงก์ดีๆ ที่จะช่วยให้เว็บของคุณโดดเด่นกว่าใครสิ! เข้ามาดูเคล็ดลับดีๆ ที่ [Uneed Digital](https://www.uneeddigital.com/) ของเราได้เลย
สรุปแล้วไง
ก็ประมาณนี้แหละครับสำหรับวิธีเช็คแบ็คลิงก์ฟรีๆ ในปี 2025 ที่เอามาฝากกัน หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ ไม่ต้องไปเสียเงินซื้อเครื่องมือแพงๆ ก็พอจะเห็นภาพรวมได้แล้ว ลองเอาไปใช้ดูนะ ไม่ยากเกินไปหรอก ถ้าทำบ่อยๆ เดี๋ยวก็ชินเองแหละ ใครมีวิธีอื่นเด็ดๆ ก็มาแชร์กันได้นะ
คำถามที่พบบ่อย
Backlink คืออะไร?
Backlink ก็เหมือนกับการที่เว็บไซต์อื่นมาแปะป้ายบอกทางมายังเว็บของเรา ยิ่งมีป้ายเยอะและมาจากเว็บที่น่าเชื่อถือ ก็ยิ่งทำให้ Google มองว่าเว็บเราเจ๋งและน่าสนใจนะ
ทำไมต้องเช็ค Backlink ด้วย?
เราต้องคอยดูว่าใครมาแปะป้ายให้เราบ้าง มาจากเว็บดีๆ หรือเว็บไม่ดี ถ้ามาจากเว็บแย่ๆ อาจทำให้เว็บเราโดน Google เพ่งเล็งได้ ต้องคอยเช็คและจัดการนะ
Google Search Console ใช้งานยังไง?
Google Search Console เป็นเหมือนสมุดพกของเว็บเราเลย เราต้องเอาเว็บของเราไปลงทะเบียนก่อน จากนั้นก็เข้าไปดูได้ว่ามีใครมาลิงก์หาเราบ้าง หรือมีปัญหาอะไรกับเว็บเราไหม
Ahrefs กับ Semrush ต่างกันยังไง?
ทั้งสองตัวเป็นเครื่องมือช่วยเช็ค Backlink ที่เก่งมากๆ แต่ Ahrefs จะเน้นดูว่าเว็บเรามีลิงก์จากที่ไหนบ้าง ส่วน Semrush จะเก่งเรื่องการดูว่าคู่แข่งเรามีลิงก์เยอะแค่ไหน แล้วเอามาเปรียบเทียบกันได้
เครื่องมือฟรีมีข้อจำกัดอะไรบ้าง?
เครื่องมือฟรีก็ดีนะ แต่ส่วนใหญ่จะให้ข้อมูลแค่บางส่วน หรือจำกัดจำนวนครั้งที่เช็คได้ ถ้าอยากได้ข้อมูลแบบจัดเต็ม อาจจะต้องยอมจ่ายเงินหน่อยจ้า
จะรู้ได้ไงว่า Backlink นั้นดีหรือไม่ดี?
ให้ดูว่าเว็บที่มาลิงก์หาเรานั้น เกี่ยวข้องกับเนื้อหาเว็บเราไหม และเว็บนั้นมีชื่อเสียงดีหรือเปล่า ถ้าเว็บดูไม่น่าไว้ใจ หรือเนื้อหาไม่เกี่ยวกันเลย ก็อาจจะไม่ใช่ Backlink ที่ดีนะ
ถ้าเจอลิงก์ไม่ดีต้องทำยังไง?
ถ้าเจอลิงก์ที่มาจากเว็บแย่ๆ หรือดูแล้วน่าจะเป็นสแปม เราสามารถบอก Google ให้ไม่นับลิงก์นั้นได้ โดยใช้เครื่องมือที่ชื่อว่า Disavow Tool หรือจะลองติดต่อไปขอให้เขาเอาลิงก์ออกก็ได้นะ
จะหา Backlink ดีๆ มาให้เว็บเราได้ยังไง?
ลองสร้างเนื้อหาดีๆ ที่คนอื่นอยากเอาไปแชร์ หรือลองทักไปคุยกับเว็บอื่น เพื่อขอให้เขาช่วยลิงก์มาให้ หรือสร้างมิตรภาพกับคนทำเว็บอื่นๆ ก็ช่วยได้นะ